พระพุทธสิหิงค์

กล่าวกันว่าพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทยนั้น มีเพียง 3 องค์ในไทยเท่านั้น โดยองค์หนึ่งประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธศวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงเทพมหานคร อีกองค์หนึ่งประดิษฐานที่วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ และอีกองค์หนึ่ง ประดิษฐานที่หอพระพุทธสิหิงค์ จังหวัดนครศรีธรรมราชนั่นเอง และพระพุทธสิหิงค์ที่เมืองนครฯ นั้น

Read More

เมืองแพรก (วัดโตนดหลาย)

เมืองสรรคบุรี หรือเมืองแพรก อยู่ในเขตตำบลแพรกศรีราชา เป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสันนิษฐานว่าเดิมชื่อเมืองไตรตรึงส์ ศิลปกรรมแบบอู่ทอง น่าจะสร้างก่อนเมืองชัยนาท และยังเคยเป็นเมืองหน้าด่านของกรุงสุโขทัยคู่กันมากับเมืองชัยนาท ในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเรียกเมืองสรรคบุรีว่าเมืองแพรก และเรียกเมืองชัยนาทว่าชัยนาทบุรี

Read More

กู่สวนแตง

คำว่ากู่ เป็นภาษาอีสาน แปลว่า ปรางค์ หรือปราสาท กู่สวนแตง ก็คือปราสาทซึ่งมีลักษณะเดียวกับปราสาทหินพนมรุ้ง และปราสาทเมืองต่ำ แต่เป็นปราสาทขนาดเล็ก ไม่มีโคปุระหรือประตูทางเข้า ไม่มีกำแพงแก้ว ไม่มีระเบียงคต เป็นปราสาทก่อด้วยอิฐ จำนวน 3 องค์ ตั้งเรียงกันเป็นแถวบนฐานศิลาแลงเดียวกัน

Read More

พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ

น้อมสักการะพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ หรือที่รู้จักกันดีว่า “พระพุทธรูปสี่มุมเมือง” ซึ่งมีอยู่ 4 องค์ด้วยกัน และหนึ่งในสี่องค์นั้นประดิษฐานอยู่ ณ จังหวัดพัทลุงนั่นเอง โดยนับเป็นพระพุทธรูปประจำภาคใต้ และเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดพัทลุงด้วยเช่นกัน พระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานอยู่ภายในศาลาจตุรมุข บริเวณด้านหน้าระหว่างศาลากลางจังหวัดกับศาลจังหวัดพัทลุง มีลักษณะเป็นพระพุทธรูปหล่อสำริด ปางสมาธิ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) โปรดเกล้าฯ พระราชทานไว้ที่จังหวัดพัทลุง เมื่อปี พ.ศ. 2511 รู้จัก “จตุรพุทธปราการ” พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศนี้ได้รับการจัดสร้างขึ้นตามความเชื่อและโบราณประเพณีของบ้านเมือง ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยปกปักษ์รักษาขอบขัณฑสีมาทั้งสี่ทิศ

Read More

ถนนสายไม้ (ซอยประชานฤมิตร)

ย้อนไปเมื่อปี 2522 ชาวจีนจากวัดญวน สะพานขาว ถนนดำรงค์รัก สะพานดำ วัดสระเกศ และบางลำพูได้ย้ายมาตั้งถิ่นฐานใหม่ในซอยประชานฤมิตรและซอยไสวสุวรรณ โดยนำอาชีพเดิมมาด้วยคือ “งานแกะสลักเครื่องไม้” ด้วยฝีมือที่ประณีตสวยงามและมีการสืบทอดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ถนนสายไม้ (ซอยประชานฤมิตร) เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบงานไม้มาถึงปัจจุบัน

Read More

ล่องแก่งลำน้ำนครนายก

ล่องแก่งในลำน้ำนครนายก นิยมใช้เรือแคนูและเรือยาง เริ่มต้นจากบริเวณเชิงสะพานวังตะไคร้ หรือเชิงสะพานท่าด่าน คลองนางรอง บริเวณบ้านป่าหมากเรื่อยมาตามลำน้ำนครนายก ผ่านเกาะแก่งต่าง ๆ (แก่งที่น้ำเชี่ยวที่สุดคือแก่งสามชั้น) มีจุดนำเรือขึ้นฝั่งและออกมายังถนนใหญ่ได้หลายจุด เช่น ที่บ้านดง แก่งสามชั้น วังกุตภา และวังยาว รายชื่อผู้ประกอบการล่องแก่งลำน้ำนครนายก

Read More

กลุ่มทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน

ผ้าไหมแพรวา ได้รับการกล่าวขานว่า “แพรวา ราชินีแห่งไหม” แพรวาหรือผ้าแพรวาเป็นผ้าทอมือ ผ้าพื้นเมืองหัตถกรรมพื้นบ้านที่มีสีสันและลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวภูไท นิยมทอด้วยไหมทั้งผืน โดยปกติแล้ว หญิงสาวชาวภูไททอผ้าแพรวาไว้สำหรับห่มเป็นสไบคลุมไหล่ หรือโพกศีรษะ จึงมักใช้ในโอกาสที่เป็นงานบุญ งานมงคล หรืองานประเพณีต่างๆ ชาวภูไท เป็นกลุ่มชนที่อพยพมาจากแคว้นสิบสองจุไทย ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่แถบเทือกเขาภูพาน โดยยังคงรักษาวัฒนธรรมการทอผ้าแพรวาที่ใช้เทคนิค “การเก็บขิด” และ “การจก” ในการประดิษฐ์ลวดลาย อันเป็นภูมิปัญญาที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ผ้าแพรวาจึงถือเป็นมรดกอันล้ำค่าและมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชาวภูไท โดยเฉพาะที่บ้านโพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งได้มีการจัดตั้ง “กลุ่มทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน” ขึ้นเพื่อสืบทอดภูมิปัญญานี้ให้ดำรงอยู่ต่อไป กลุ่มทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน ตั้งอยู่ที่หมู่ 1 ตำบลโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ปัจจุบันได้จัดตั้งเป็น “สหกรณ์ทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน” ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะรวบรวมผลิตภัณฑ์ผ้าไหมแพรวาของสมาชิกใน 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอคำม่วง อำเภอสมเด็จ อำเภอสหัสขันธ์ และอำเภอสามชัย เพื่อจำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยมีศูนย์รวมอยู่ที่ศิลปาชีพบ้านโพน สำหรับการเดินทางจากตัวเมืองกาฬสินธุ์ไปยังสหกรณ์ฯ สามารถใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 227 ระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร เมื่อถึงที่หมาย สิ่งแรกที่สังเกตได้คือ […]

Read More

เมืองโบราณดงละคร

ย้อนรอยกาลเวลากลับไปสู่ความรุ่งเรืองในสมัยทวารวดีและขอม ผ่านเนินดินขนาด 6 ตารางกิโลเมตร ที่เรียกกันว่า “เนินดงละคร” หรือชื่อเดิมคือ “เมืองลับแล” เนินดินแห่งนี้มีเมืองโบราณซ่อนตัวอยู่ภายใน มีลักษณะเป็นรูปไข่ที่อยู่ค่อนไปทางทิศตะวันตกของเนินมีคันดินดั่งกำแพงสองชั้นที่ชาวบ้านเรียกว่า “สันคูเมือง” เมืองนี้ยังมีคูน้ำล้อมรอบอันเป็นลักษณะที่พบได้ทั่วไปในสมัยทวารวดี สำหรับเมืองโบราณดงละครแห่งนี้ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2478 และมีการสันนิษฐานว่าในอดีตที่นี่น่าจะเป็นที่อยู่อาศัยของชนชั้นปกครอง ส่วนประชาชนทั่วไปอาจอาศัยกระจัดกระจายบริเวณที่ลุ่มรอบเมือง ทั้งนี้ เมืองโบราณดงละคร มียุคสมัยที่รุ่งเรืองซึ่งสามารถแบ่งได้ อย่างเด่นชัดเป็นสองช่วงด้วยกัน ได้แก่ ช่วงแรกเริ่มพุทธศตวรรษที่ 14-16 เป็นวัฒนธรรมแบบทวารวดีและช่วงที่สองราวพุทธศตวรรษที่ 17-19 เป็นวัฒนธรรมขอมและวัฒนธรรมก่อนอยุธยาในพุทธศตวรรษที่ 19 ซึ่งชาวบ้านดงละครอาจอพยพไปตั้งถิ่นฐาน ตามลำน้ำสายหลักในจังหวัดนครนายก อีกทั้งยังมีการสันนิษฐานว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเมืองศรีมโหสถ ที่จังหวัดปราจีนบุรี เพราะเมืองทั้งสองอยู่ห่างกันเพียง 55 กิโลเมตรเท่านั้นเอง โดยโบราณวัตถุที่ค้นพบนั้น ได้แก่ เศษภาชนะดินเผา ภาชนะเคลือบสีฟ้า ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน เบี้ยดินเผา แผ่นตะกั่ว ตุ้มหูสัมฤทธิ์ แผ่นทองคำ เศียรพระพุทธรูปกะไหล่ทอง สถูปศิลาแลง แหวนสัมฤทธิ์และกำไลสัมฤทธิ์

Read More

ถ้ำผาฆ้อง

ถ้ำผาฆ้อง ตื่นตากับหินงอกหินย้อยมากมายภายในถ้ำแห่งอุทยานแห่งชาติดอยภูคาที่มีความสำคัญมากต่อระบบนิเวศ ภายในมีคูหาถ้ำจำนวนมากที่มีความต่อเนื่องถึงกันแต่ละคูหาก็ละลานตาไปด้วยหินงอกหินย้อยรูปลักษณ์ต่าง ๆ

Read More