ย้อนรอยกาลเวลากลับไปสู่ความรุ่งเรืองในสมัยทวารวดีและขอม ผ่านเนินดินขนาด 6 ตารางกิโลเมตร ที่เรียกกันว่า “เนินดงละคร” หรือชื่อเดิมคือ “เมืองลับแล” เนินดินแห่งนี้มีเมืองโบราณซ่อนตัวอยู่ภายใน มีลักษณะเป็นรูปไข่ที่อยู่ค่อนไปทางทิศตะวันตกของเนินมีคันดินดั่งกำแพงสองชั้นที่ชาวบ้านเรียกว่า “สันคูเมือง” เมืองนี้ยังมีคูน้ำล้อมรอบอันเป็นลักษณะที่พบได้ทั่วไปในสมัยทวารวดี สำหรับเมืองโบราณดงละครแห่งนี้ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2478 และมีการสันนิษฐานว่าในอดีตที่นี่น่าจะเป็นที่อยู่อาศัยของชนชั้นปกครอง ส่วนประชาชนทั่วไปอาจอาศัยกระจัดกระจายบริเวณที่ลุ่มรอบเมือง
ทั้งนี้ เมืองโบราณดงละคร มียุคสมัยที่รุ่งเรืองซึ่งสามารถแบ่งได้ อย่างเด่นชัดเป็นสองช่วงด้วยกัน ได้แก่ ช่วงแรกเริ่มพุทธศตวรรษที่ 14-16 เป็นวัฒนธรรมแบบทวารวดีและช่วงที่สองราวพุทธศตวรรษที่ 17-19 เป็นวัฒนธรรมขอมและวัฒนธรรมก่อนอยุธยาในพุทธศตวรรษที่ 19 ซึ่งชาวบ้านดงละครอาจอพยพไปตั้งถิ่นฐาน ตามลำน้ำสายหลักในจังหวัดนครนายก อีกทั้งยังมีการสันนิษฐานว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเมืองศรีมโหสถ ที่จังหวัดปราจีนบุรี เพราะเมืองทั้งสองอยู่ห่างกันเพียง 55 กิโลเมตรเท่านั้นเอง โดยโบราณวัตถุที่ค้นพบนั้น ได้แก่ เศษภาชนะดินเผา ภาชนะเคลือบสีฟ้า ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน เบี้ยดินเผา แผ่นตะกั่ว ตุ้มหูสัมฤทธิ์ แผ่นทองคำ เศียรพระพุทธรูปกะไหล่ทอง สถูปศิลาแลง แหวนสัมฤทธิ์และกำไลสัมฤทธิ์

ตำนานแห่งดงละคร
มีตำนานเล่าว่า เมืองนี้เคยเป็นเมืองของราชินีขอมที่ไม่มีใครสามารถเข้าออกได้และประกอบกับลักษณะของบริเวณเมืองมีต้นไม้สูงปกคลุมอยู่ทั่วไป ใครก็ตามที่เข้าไปแล้วอาจหาทางออกไม่ได้ จะต้องวนเวียนอยู่ในดงนั้นนั่นเอง นอกจากนี้ ในวันโกน วันพระ จะได้ยินเสียง กระจับปี่ ซอ ปี่พาทย์ มโหรีขับกล่อมคล้ายกับมีการเล่นละครในวัง ชาวบ้านจึงพาเรียกกันว่า “ดงละคร” หรืออีกนัยหนึ่งคำว่า “ดงละคร” อาจเพี้ยนมาจาก “ดงนคร” นั่นเอง
/ขอบคุณ ททท